น่านวันนี้ดอตคอมภูมิใจนำเสนอเมืองน่านบนโลกออนไลน์



 

ประวัติเมืองน่าน
สมัยกรุงสุโขทัย และน่านกับล้านนา
กำเนิดของเมืองน่าน
นามเมือง และอาณาเขตโบราณ
น่านสมัยกรุงสุโขทัย
สมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยอยุธยา เมืองน่านขึ้นกับพม่า
สมัยกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
การตั้งเมืองน่านในปัจจุบัน
คุณค่าของเก่าในเมืองน่าน
การจัดระเบียบการปกครอง
การทัพ และผลประโยชน์บ้านเมือง
ทาส การตุลากร
อาณาจักรหลักคำ
สำนักเจ้าผู้ครองนครน่าน
การปกครองเมื่อจัดหัวเมือง
เป็นมณฑลเทศาภิบาล
เจ้าหน้าที่ปกครองและอำนาจหน้าที่
เจ้าหน้าที่ปกครองและอำนาจหน้าที่ (ต่อ)
การจัดรูปการปกครองในสมัยปัจจุบัน
 
เว็บบอร์ดข่าวสารน่านทูเดย์
แยกตามอำเภอต่างๆ สอบถามข้อมูล
และรายละเอียดอื่นๆ มากมายครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 "ร่วมสนับสนุนเราได้ที่"
 
เว็บมาสเตอร์ทางอีเมล์ที่
webmaster@nan2day.com
msn; moozerdoi@hotmail.com

โทร; 0811688994

เลขบัญชี 072-0-05890-2
ธนาคารกรุงไทย
สาขาย่อยองค์การเภสัชกรรม

เลขที่บัญชี 181-4-71559-3
ธนาคารกรุงเทพฯ
สาขาถนนลาดพร้าวซอย 99
 
newsletter subscription
user@nan2day.com

สมาชิกต้องการใช้อีเมล์
ติดต่อ 0816818068

blog analyzer

 



การตั้งเมืองน่านในปัจจุบัน
ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า พระยาผากองได้สร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บ้านห้วยไค้ เมื่อ พ . ศ . ๑๙๑๑ เมืองน่านซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านห้วยไค้ ในสมัยต่อมามีตัวเมืองเป็น ๒ แห่ง คือ เมืองเก่า เรียกว่า “ เวียงใต้” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านแห่งหนึ่ง กับเมืองใหม่เรียกว่า “ เวียงเหนือ” ตั้งอยู่บนดอนข้างหลังเวียงเก่าถัดขึ้นไปอีกแห่งหนึ่ง เหตุที่มีตัวเมืองสองแห่งนั้น กล่าวคือ เริ่มแต่พระยาผากองได้มาตั้งเมืองที่ริมแม่น้ำน่านนี้แล้ว เจ้าเมืองน่านได้ผลัดเปลี่ยนครองเมืองต่อๆ กันมาหลายชั่วหลายวงศ์ อยู่มาถึง พ . ศ . ๒๓๖๐ ในรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทร์ เกิดน้ำท่วมพัดกำแพงเมืองและวัดวาอารามบ้านเรือนในเมืองเก่าหักพังลงเป็นอันมาก พระยาสุมนเทวราช เจ้าเมืองน่านจึงไปสร้างเมืองขึ้นบนดอนมิให้น้ำท่วมถึง ย้ายไปอยู่เมืองใหม่เมื่อ พ . ศ . ๒๓๖๒

ภูมิฐานเมืองเก่าที่ปรากฏในปัจจุบัน ด้านตะวันออกตั้งอยู่ริมท้องหลง ( ลำรางน้ำ ) กำแพงเมืองห่างจากท้องหลง ๔ วา ท้องหลงนี้เป็นลำน้ำน่านเก่า มีลำรางไปบรรจบกับแม่น้ำน่าน ปัจจุบันทางใต้ที่บ้านดอนและทางเหนือที่บ้านดอนแก้ว เมื่อย้ายเมืองจากเวียงเหนือกลับคืนมาตั้งที่เวียงใต้ภายหลังอีกนั้น น่านจะเป็นด้วยน้ำน่านได้กลับไปเดินในทางสายใหม่เดี๋ยวนี้แล้ว ซึ่งอาจเป็นโดยขุดทางน้ำขึ้นใหม่ก็ได้ เพราะระยะทางที่น้ำสายใหม่และสายเก่ามาบรรจบกันนั้น มีระยะเพียง ๑ กิโลเมตรเศษๆ เท่านั้น

เมืองใหม่นั้นตั้งอยู่ที่บ้านพระเนตร ห่างจากเมืองเก่าไป ๓ กิโลเมตร ตัวเมืองทอดไปตามลำแม่น้ำน่าน ห่างจากแม่น้ำประมาณ ๘๐๐ เมตร มีเหตุมณฑลแห่งคูเมือง คือ ด้านเหนือจดบ้านน้ำล้อม ด้านตะวันออกยาวไปตามถนนสุมนเทวราชเดี๋ยวนี้ ด้านใต้จดทุ่งนาริน ด้านตะวันตกยาวไปตามแนวของขอบสนามบินด้านนอก เวลานี้มีแต่เพียงซากเมืองเท่านั้น

 

เจ้าเมืองน่านตั้งอยู่ที่เวียงเหนือสืบกันมาได้ ๓๖ ปี จนถึงในรัชกาลที่ ๔ เมื่อ พ . ศ . ๒๓๙๘ พระยาอนันตยศ ( ภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้านครน่าน คือบิดาของพระ - เจ้าสุริยพงศ์ผรติเดช และเจ้ามหาพรมสุรธาดา ) จึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตย้ายกลับมาตั้งอยู่ที่เมืองเก่าและย้ายมาเมื่อ พ . ศ . ๒๔๐๐ เป็นที่ประทับของเจ้าเมืองน่านสืบกันมาจนบัดนี้

ตัวเมืองน่าน ใน พ. ศ. ๒๔๐๐

กำแพงเมือง

ตัวเมืองน่านหันหน้าเมืองออกสู่แม่น้ำน่านซึ่งเป็นเบื้องตะวันออก มีกำแพง ๔ ด้าน ด้านยาวทอดไปตามลำน้ำน่านเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตัวกำแพงสูงจากพื้นดินประมาณ ๒ วา มีเชิงเทินกว้าง ๓ ศอก ประกอบด้วยในเสมาตรงมุมกำแพงก่อป้อมไว้ทั้ง ๔ แห่ง มีปืนใหญ่ประจำป้อมๆละ ๔ กระบอก มีประตู ๗ ประตู ที่ประตูก่อเป็นซุ้ม ประกอบด้วยใบทวารแข็งแรง กำแพงด้านตะวันออกมีประตูชัย , ประตูน้ำเข้ม ด้านตะวันตกมีประตูท่อน้ำ , ประตูหนองห่าน ด้านใต้มีประตูเชียงใหม่ , ประตู่ท่าลี่ มีคูล้อม ๓ ด้าน เว้นด้านตะวันออกซึ่งเป็นลำแม่น้ำน่านเดิมกั้นอยู่

การก่อสร้างกำแพงเมืองเมื่อครั้งแรกมาตั้งเมืองนี้ มีเรื่องเล่ากันสืบมาเป็นทำนองเทพนิยายว่า ครั้งนั้นตกอยู่ในวัสสันตฤดู มีโคอศุภราชตัวหนึ่งวิ่งข้ามแม่น้ำน่านมาจากทางทิศตะวันออก ครั้นมาถึงที่บ้านห้วยไค้ก็ถ่ายมูลและเหยียบพื้นดินทิ้งรอยไว้ เริ่มแต่ประตูชัยบ่ายหน้าไปทิศเหนือแล้ววกไปทางทิศตะวันตกเป็นวงกลมสี่เหลี่ยมมาบรรจบรอยเดิมที่ประตูชัย แล้วก็นิราศอันตรธานไป ลำดับกาลนั้น พระยาผากองดำริที่จะสร้างนครขึ้นใหม่ ครั้นได้ประสบรอยโคอันหากกระทำไว้เป็นอัศจรรย์ พิเคราะห์ดูก็ทราบแล้วว่าสถานที่บริเวณรอบโคนั้นเป็นชัยภูมิดี สมควรที่จะตั้งนครได้ จึงได้ย้ายเมืองมาตั้งที่บ้านห้วยไค้นั้น และก่อกำแพงฝังรากลงตรงแนวทางที่โคเดินถ่ายมูลไว้มิได้ทิ้งรอยแนวกำแพงจึง มิสู้จะตรงนัก เพราะเป็นกำแพงโดยโคจร เรื่องนี้จะมีความจริงหรือไม่เพียงไรก็ตามเห็นว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของเมืองนี้ ซึ่งชาวเมืองก็ยังนิยมเชื่อถือว่าเป็นความจริง และนำเอาคติที่เชื่อว่าโคเป็น ผู้บันดาลเมืองมาทำรูปโคติดไว้ตามจั่วบ้านเรือนเพื่อเป็นศิริมงคลอยู่ทั่วไป จึงนำมากล่าวไว้ด้วย

ประตูเมืองเป็นด่านสำคัญชั้นในของเมือง ในเวลาที่บ้านเมืองไม่ใคร่จะปกติราบคาบจึงต้องมีการรักษากันแข็งแรง ประตูเมืองทั้ง ๗ นี้ มีนายประตูเป็นผู้รักษา มีหน้าที่ในการปิดเปิดประตูตามกำหนดเวลา คือ ปิดเวลาประมาณ ๒๒ . ๐๐ น . และเปิดในเวลาประมาณ ๐๕ . ๐๐ น . ถ้าเป็นเวลาที่ประตูปิดตามกำหนดเวลาแล้ว จะเปิดให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าออกไม่ได้ และทั้งมีอาชญาของเจ้าผู้ครองบังคับเอาโทษแก่ผู้ที่ปีนข้ามกำแพงไว้ด้วย นายประตูเป็นผู้ที่เจ้าผู้ครองได้แต่งตั้งไว้ได้รับศักดิ์เป็นแสนบ้าง ท้าวบ้าง มีบ้านเรือนประจำอยู่ใกล้ๆ ประตูนั่นเอง ให้มีผลประโยชน์คือในฤดูเดือนยี่หรือเดือนสาม ซึ่งเป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว เจ้านายท้าวพญาและราษฎรภายในกำแพงเมืองทั้งปวง เมื่อขนข้าวจากนาเข้ามาในเมืองทางประตูใด ก็ให้นายประตูนั้นมีสิทธิเก็บกักข้าวจากผู้นำเข้ามาได้หาบละ ๑ แคลง ( ประมาณ ๑ ทะนาน ) นอกจากนี้ นายประตูยังได้สิ่งของโดยมากเป็นอาหารจากผู้ที่ผ่านเข้าออกประตูเป็นประจำวันโดยนำตะกร้าหรือกระบุงไปแขวนไว้ที่หน้าประตูอันสุดแล้วแต่ใครจะให้อีกด้วย

อาชญาของเมืองที่ต้องมีนายประตูดังกล่าวแล้วนี้ ได้เลิกไปเมื่อสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริต- เดชเป็นเจ้าเมือง


     


ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดน่าน . อ่างทอง : วรศิลป์การพิมพ์ , ๒๕๓๐ .
เว็บไซต์น่าน2เดย์ดอตคอม ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างสังคมออนไลน์ของคนเมืองน่าน เนื้อหาทั้งหมดไม่สงวนสิทธิ์การนำไปเผยแพร่ครับ

หน้าแรก l ติดต่อเว็บมาสเตอร์ l ติดต่อโฆษณา l เกี่ยวกับน่าน2เดย์และลิขสิทธิ์ l Site Map l เพิ่มเว็บไซต์ l เว็บไซต์มาใหม่

ติดต่อเว็บมาสเตอร์ อีเมล์ webmaster@nan2day.com โทรศัพท์ 0811688994
ติดต่อประชาสัมพันธ์ pr@nan2day.com เพื่อประชาสัมพันธ์กิจการงานของท่าน ออนไลน์
MSN ; moozerdoi@hotmail.com