แหล่งโบราณคดี
ชุมชนโบราณเมืองปัว สถานที่ตั้ง
ตั้งอยู่ในเขตบ้านปัว (ปัจจุบันเป็นบริเวณของบ้านแก้ม หมู่ 5 ) ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีรายละเอียดการจัดหมวดหมู่ตาม โครงการวิจัยชุมชนโบราณจากภาพถ่ายทางอากาศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดังนี้
เลขที่ (Map nq ) 25 - 2
รหัส (Locality Code) นน. 701921212
เส้นรุ้ง (La T.) 19 องศา 10 ลิปดา 32 ฟิลิปดา(เหนือ)
เส้นแวง (Lomg T.) 100 องศา 55 ลิปดา 13 ฟิลิปดา (ตะวันออก)
ประวัติความเป็นมา
ประวัติความเป็นมาของชุมชนโบราณเมืองปัวนี้ตามตำนานและพงศาวดารได้บ่งบอกให้เห็นถึงความสัมพันธ์กับชุมชนบริเวณตอน ใต้ ภูเพียงแช่แห้ง และเมืองน่าน ในลักษณะที่เป็นชุมชนโบราณต้นกำเนิดของอารยธรรมในเขตจังหวัดน่าน ก่อนที่จะอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้ง เมืองใหม่ทางตอนใต้ดังกล่าว
จากหลักฐานหลายๆด้าน ทำให้เชื่อว่าบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัด เป็นศูนย์กลางของเมืองปัวในอดีตและคำอธิบายเกี่ยวกับต้น กำเนิดของบรรพบุรุษของชุมชนแห่งนี้ ก็มีออกมาในลักษณะของตำนานกล่าวคือมีนายพรานผู้หนึ่งได้ขึ้นไปล่าสัตว์บนดอยภูคา ได้ไข่ขนาดลูก มะพร้าวมาสองฟอง จึงนำมาถวายแก่พระยาภูคาผู้ครองเมืองย่าง เมื่อไข่ฟักออกมาเป็นตัวจึงกลายเป็นทารกชาย 2 คน คือขุนนุ่น และขุนฟอง ซึ่งพระยาภูคาก็ได้เลี้ยงจนเติบใหญ่ และสร้างบ้านเมืองให้อยู่ปกครองผู้คนในบริเวณนั้นคือ เมืองเวียงจันทร์ (หลวงพระบาง) ให้แก่ขุนนุ่นผู้พี่ และเมืองวรนครหรือเมืองปัวให้แก่ขุนฟองผู้น้อง
การกำเนิดของเมืองปัวในอดีตดังตำนานปรัมปราที่กล่าวมานี้ก็มีส่วนสอดคล้องกับเอกสารที่เป็นพงศาวดารเมืองน่านและเอกสาร อื่นๆ ของล้านนาอยู่บ้าง ส่วนช่วงเวลาของการก่อตั้งบ้านเมืองขึ้นที่ปัวนั้น ก็เป็นช่วงเวลาของการก่อตั้งบ้านเมืองในที่อื่นๆรอบด้าน ดังเช่นเมือง สุโขทัยทางด้านทิศใต้ เมืองเชียงรายในแคว้นโยนก และเมืองพะเยาทางทิศเหนือ ซึ่งแคว้นเมืองต่างๆนี้ ก็มีส่วนเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของ เมืองปัวในอดีต (พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ : 2530 ; 20 ) อยู่มากพอสมควร ในแง่การปกครองและการติดต่อสัมพันธ์กันทางเชื้อสายตระกูลและ เศรษฐกิจสังคม ดังมีหลักฐานด้านเอกสารแสดงให้เห็นถึงการเข้าครอบครองบ้านเมืองที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่นี้ทั้งหมดโดยพระยางำเมืองแห่งเมือง พะเยา ในช่วงก่อนที่จะมีการอพยพเคลื่อนที่ย้ายบ้านเมืองจากเมืองปัวลงมาทางใต้ สู่ที่ตั้งของชุมชนโบราณบริเวณภูเพียงแช่แห้งและเมืองน่านใน ปัจจุบัน
ลักษณะทั่วไปและสภาพปัจจุบัน
รูปทรงของเมือง จากการพิจารณาภาพถ่ายทางอากาศพบว่า รูปร่างของชุมชนโบราณแห่งนี้มีลักษณะยาวรี มีความกว้างประมาณ 500 เมตร ยาวประมาณ 800 เมตร (วัดจากภาพถ่ายทางอากาศโดยวิธีเทียบ)
จำนวนชั้นของคูเมือง เป็นแบบชั้นเดียวในเอกสารบางฉบับได้กล่าวถึงร่อยรอยคูน้ำคันดิน ของกำแพงเมืองที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน อยู่ตรงบริเวณที่มีวัดพระธาตุเบ็งสกัดเป็นศูนย์กลาง จากการสำรวจพบเพียงร่องรอยของแนวคูน้ำคันดินซึ่งอยู่ถัดออกมาจากวัดพระธาตุเบ็งสกัด ทางด้านทิศใต้ประมาณ 500 เมตร (บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอปัวในปัจจุบัน) ไม่พบร่องรอยของกำแพงเมืองที่สร้างด้วยอิฐแต่ประการใด ส่วนบริเวณวัดพระธาตุเบ็งสกัดเองก็ไม่พบร่องรอยหรือแนวของคูน้ำคันดินขงอกำแพงเมือง อาจเป็นเพราะขีดจำกัดด้านเวลาในการสำรวจ หรือ อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพบางอย่าง เช่นคูน้ำคันดินอาจมีการตื้นเขินหรือถูกไถปรับพื้นที่
ในส่วนของคูน้ำคันดินที่พบซึ่งน่าจะเป็นแนวคูเมืองทางด้านทิศใต้ หรือตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณเมืองปัว ขนาดคูเมืองมีความ กว้างประมาณ 3 - 4 เมตร ลึกประมาณ 2 - 3 เมตร ส่วนคันดินคงปรากฏเพียงแนวให้เห็นเพียงเล็กน้อยและมีความสูงไม่มากนัก
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบ
จากการสำรวจไม่พบหลักฐานอื่นใดนอกจากร่องรอยแนวคูน้ำคันดินทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของชุมชนโบราณ และบริเวณที เพื่อกัน ว่าเป็นศุนย์กลางของชุมชนในอดีตแห่งนี้ คือวัดพระธาตุเบ็งสกัดซึ่งภายในวัดนี้มีโบราณสถานที่สำคัญคือ เจดีย์ที่เชื่อกันว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และวิหารทรงพ้นเมืองที่มีส่วนประดับตกแต่งซุ้มประตูเป็นแบบศิลปลาวล้านช้าง จึงได้ประกาศขึ้นเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติในราช กิจจานุเบกษา เล่มที่ 61 ตอนที่ 65 ลงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2487 แต่สิ่งก่อสร้างและโบราณวัตถุภายในวัดไม่มีสิ่งใดที่จะมีอายุเก่าแก่เท่ากับเวลา ที่ระบุไว้ในพงศาวดารเมืองน่าน คือในราวตอนต้นพุทธศตวรรณที่ 19
เส้นทางเข้าสู่ชุมชนโบราณเมืองปัว
การเดินทางไปยังชุมชนโบราณสถานนี้สามารถทำได้โดยสะดวก เนื่องจากอยู่ในเขตสุขาภิบาลอำเภอปัว อยู่ห่างจากเมืองน่านขึ้น ไปทางเหนือประมาณ 60 กม. ตามทางหลวงจังหวัด 1080 แล้วเข้าแยกขวาตามทางหลวงจังหวัด 1080 ประมาณอีก 300 - 500 เมตร
------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมจังหวัดน่าน . ชุมชนโบราณในจังหวัดน่าน, หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปกรรม ท้องถิ่นจังหวัดน่าน ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดน่าน โรงเรียนสตรีศรีน่าน พ.ศ. 2533