เยาวชนจิตอาสา เพื่อพัฒนาท้องถิ่น
อำเภอปัว จังหวัดน่าน
ปณิธาน
สำนึกรักบ้านเกิด
เชิดชูศิลปะพื้นบ้าน
สานต่อภูมิปัญญาบรรพชน

หลักสูตรท้องถิ่น ทำให้เกิดวิชาวรรณกรรมล้านนา (ท๓๒๒๐๑ )และเป็นวิชาที่จุดประกายให้กลุ่มนักเรียนที่สนใจและภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นเมืองน่านได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่จะศึกษาสืบค้นและสืบทอดศิลปะพื้นบ้านในชื่อ กลุ่มมิตรแก้วสหายคำวรนคร
กลุ่มมิตรแก้วสหายคำวรนคร เป็นกลุ่มเยาวชนที่มีความสนใจในด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น เริ่มแรก มีกลุ่มนักเรียนประมาณ ๕ คนมีความสนใจที่จะเรียน การตีกลองสะบัดชัย แต่ไม่มีอุปกรณ์ จึงได้ไปขอรับการสนับสนุนจาก เจ้าอธิการเพทาย พรหฺมฺโชโต เจ้าอาวาส วัดป่าหัด เจ้าคณะตำบลไชยวัฒนา อำเภอปัว ท่านยินดีที่จะให้การสนับสนุนอุปกรณ์ต่าง ๆ จึงทำให้มีการชักชวนเพื่อน ๆ เข้ารวมกลุ่มกันเป็นจำนวนมากขึ้น
วัตถุประสงค์ของกลุ่ม
๑. เพื่อสืบสานศิลปะการแสดงพื้นบ้านเมืองน่าน
๒. เพื่อถ่ายทอด ความรู้สู่ผู้ที่สนใจในศิลปะพื้นบ้านเมืองน่าน
๓. ส่งเสริมให้เยาวชนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
๔. เพื่อสืบค้นศิลปะที่กำลังจะสูญหายและทำการฟื้นฟูให้คงอยู่
๕. เพื่อปลูกฝังความรักในวัฒนธรรมท้องถิ่นและสำนึกรักบ้านเกิด
๖. เพื่อปลูกฝังความคิดระบบอาวุโส
คณะกรรมการที่ปรึกษา
๑. พระอธิการเพทาย พรหฺมฺโชโต... เจ้าอาวาสวัดป่าหัด เจ้าคณะตำบลไชยวัฒนา อ.ปัว ประธานที่ปรึกษา
๒. นายชาติ ก๋าแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนปัว
๓. นางเพ็ญรำไพ รามบุตร รองฯ วิชาการ
๔. นางวราจิตร คุณสิทธิ์ หัวหน้ากลุ่มฯ ภาษาไทย
๕. นางสาวจรินทร ภู่อารยะ ครูชำนาญการ
๖. นางสาวกนกพร แซ่ปัง ครูชำนาญการ
๗. นางสาวอริสลา สุวรรณ ครูชำนาญการ
๘. นางสุจิตรา ศรีเครือมา ครูชำนาญการ
๙. นางสาวภานุลักษณ์ แสงเนตร ครูชำนาญการ
๑๐. นางสาวพิมลพรรณ ธรรมไชย ครู
๑๑. นายธนทัต วัดคำ ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น
๑๒. นายคมสันต์ ขันทะสอน ครู/ผู้ฝึกสอน
กิจกรรมที่กลุ่มมิตรแก้วฯ ได้ดำเนินการในอดีต ปัจจุบัน
การสืบค้นข้อมูล โดยการเชิญครูภูมิปัญญาท้องถิ่นมาให้ความรู้ หรือเดินทางไปศึกษายังบ้านของครูภูมิปัญญาท้องถิ่นเอง เพื่อเป็นการสืบทอดความรู้ที่เป็น ภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ให้สูญหายไปกับกาลเวลา
ถ่ายทอดศิลปะพื้นบ้านให้กับผู้ที่สนใจ โดยส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะของพี่สอนน้อง โดยรุ่นพี่ที่ได้ศึกษามาแล้วและพอที่จะมี ความชำนาญ ก็จะเป็นผู้ถ่ายทอดให้กับรุ่นน้องภายใต้การดูแลของครูผู้ถ่ายทอดวิชา เป็นการฝึกหัดคนรุ่นใหม่ที่จะ สืบทอดได้ขึ้นมาทดแทน
การเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านต่อสาธารณะชน ในโอกาสต่าง ๆ เช่น งานบุญ กิจกรรมของโรงเรียนและบางครั้งได้รับเชิญให้ไปแสดงในงานต่าง ๆ โดยรายการศิลปะพื้นบ้านที่กลุ่มนำไปเผยแพร่มีดังนี้
๑. กลองสะบัดชัยและกลองบูชา เดิมเป็นกลองที่ใช้ตีในการสงครามเพื่อให้ทหารฮึกเหิม ต่อมาได้นำมาใช้งานด้านศาสนา และ เฉลิมฉลองในงานบุญ โดยผู้ตีจะต้องใช้ทักษะเฉพาะตัว ในการตี โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายร่วมในการตีด้วย

๒. วงกลองคุมและฟ้อนหางนกยูง เป็นฟ้อนชั้นสูงของราชสำนักหอคำนครน่าน ซึ่งใช้ประกอบขบวนอิสริยยศของเจ้าผู้ครองนครน่าน ทางกลุ่มได้สืบค้นจากทายาทเจ้าผู้ครองนครน่านคือ เจ้าน้อยบุญยก สองเมืองแก่น ( เป็นผู้ฟ้อนคนสุดท้าย )
๓. ฟ้อนเชิง ดาบ เชิงคือชั้นเชิงการต่อสู้ของชายชาวล้านนาในอดีต เชิงมีอยู่ ๒ ลักษณะคือมีอาวุธและไม่มีอาวุธในการต่อสู้
๔. เชิงสาวไหม เป็นเชิงที่นำเอาขั้นตอนการทำไหมมาประดิษฐ์เป็นท่าฟ้อน แสดงถึงความอ่อนโยนและวิถีชีวิตของชาวล้านนา
๕. ฟ้อนนกกิงกะหร่า กิงกะหร่ามาจากคำว่ากินรา หรือกินนร ซึ่งเป็นการฟ้อนเลียนแบบท่าทางของนก ที่แสดงความยินดี จากการเสด็จกลับจากการโปรดพุทธมารดาของพระพุทธเจ้า