SOPA คืออะไร ?? SOPA นั้นย่อมาจาก Stop Online Privacy Act เนื้อหาใจความหลักของมันก็คือการเพิ่มความสามารถในการปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาที่ถูกกล่าวหาและมีหลักฐานว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งศาลตัดสินความผิดก่อนจึงจะแบนเว็บดังในปัจจุบัน โดยกระบวนการปิดเว็บนั้นก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายมากขึ้น เพียงแค่แจ้งไปยัง ISP (ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต) พร้อมหลักฐานเท่านั้น ก็สามารถสั่งการให้ ISP บล็อกการเข้าถึงเว็บได้ทันที ทั้งยังมีอำนาจสั่งให้เว็บไซต์อื่นที่มีการลิงค์ไปยังเว็บที่ถูกปิดทำการลบลิงค์ที่เชื่อมต่อออกได้เลย และยังปิดกั้นหนทางทำเงินของเว็บไซต์ที่ถูกปิดไปได้อีกด้วย ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นเว็บฝากไฟล์ที่เรานิยมใช้กัน ถ้าพบว่ามีไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อไร ก็มีสิทธิ์ถูกแจ้งให้สั่งปิดการเข้าถึงเว็บฝากไฟล์นั้นๆ ได้เลย นอกจากนี้ตามเว็บต่างๆที่นำลิ้งค์เว็บฝากไฟล์นั้นๆไปเผยแพร่ก็จะต้องลบลิ้งค์ดังกล่าวทันที และเผลอๆอาจจะโดนเล่นงานด้วยเช่นกันเนื่องด้วยมีความผิดฐานให้การสนับสนุนการเผยแพร่เนื้อหาผิดลิขสิทธิ์ นอกจากนี้ถ้าเว็บฝากไฟล์ไหนมีระบบการซื้อ premium account ก็จะถูก SOPA นี้ปิดกั้นหนทางทำเงินด้วยเช่นกัน ก็ไม่ต่างจากถูกปิดเว็บดีๆนี่เอง ส่วนพวกเครื่องมือต่างๆที่อำนวยความสะดวกในการหลบเลี่ยงการเข้าถึงไฟล์ละเมิดลิขสิทธิ์ก็เข้าข่ายอยู่ในกลุ่มที่จะถูก SOPA จัดการด้วยเช่นกัน อาทิเช่นบรรดาทูลที่ใช้จัดการเรื่อง proxy ทั้งหลาย ก็ส่อแววจะโดนเด้งด้วย ถ้า SOPA ผ่านออกมาเป็นร่างกฎหมายจริงๆ SOPA จะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ?? เจ้า SOPA นี้มีที่มาจากในสภาคองเกรสของสหรัฐฯประเทศที่เปิดเสรีทางความคิดมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก ซึ่งเรียกง่ายๆว่าก็คือสภา สส. นี่ล่ะ ทำหน้าที่พิจารณาและบัญญัติกฏหมายขึ้นมาเหมือนๆของบ้านเรานี่เลย ซึ่งดูเหมือนมีแววว่าจะถูกยกเลิกไปแล้ว แต่อย่าเพิ่งดีใจนะครับ เพราะดันมีผู้แทนของสหรัฐฯกลุ่มหนึ่งเสนอร่างกฏหมาย PIPA เข้าไปอีก ซึ่งเนื้อหาหลักๆก็คล้ายกับ SOPA เลยทีเดียว ทำให้ยังเป็นที่ต้องลุ้นกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ที่ผ่านมา มีใครอาจจะได้รับผลจาก SOPA บ้าง ?? (และอาจจะไปโดนผลของ PIPA ต่อ) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหลายเว็บไซต์ที่อาจได้รับผลกระทบจาก SOPA และ PIPA ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกฏหมายฉบับนี้กันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น Google, Facebook, Twitter, Wikipedia, Flickr, Mozilla Firefox, WordPress และอื่นๆอีกหลายราย โดยท่าทีของเว็บส่วนใหญ่คือเปลี่ยนธีมของเว็บเป็นสีดำ หรือมีการประชดประชันกันอย่างเห็นได้ชัด เช่นในรายของ Google ที่จัดการปิดแถบดำไว้ที่โลโก้ชื่อเว็บที่แสดงในหน้าแรก เสมือนกับว่าถูกเซ็นเซอร์ (เห็นได้เฉพาะคนที่ใช้ในสหรัฐฯ) รวมไปถึงมีการระดมรายชื่อผู้ต่อต้าน SOPA / PIPA เองเลยด้วย 
ส่วน Wikipedia นั้นจัดการปิดการเข้าถึงเนื้อหาด้วยวิธีปกติเป็นเวลา 1 วันเพื่อแสดงให้เห็นว่าถ้ามีการปิดกั้นเนื้อหา/ข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร ส่วนในรายของ Facebook นั้น ไม่ได้มีการปิดเว็บแต่อย่างใด แต่ตัวของ Mark Zuckerberg เองได้ออกมาโพสบนวอลของตนเองให้ความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับ SOPA / PIPA และพร้อมจะต่อต้านอย่างแน่นอน เพราะโลกของอินเตอร์เน็ตคือโลกแห่งเสรีภาพ ไม่สมควรจะต้องถูกปิดกั้นเช่นนั้น 
ซึ่งบรรดาเว็บไซต์ที่ออกมาต่อต้านนั้น ต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บที่จะโดนกฏหมายฉบับนี้เล่นงานกันทั้งนั้น โดยเฉพาะเหล่า social network ที่เปิดกว้างด้านการใช้งานให้กับผู้ใช้งานสามารถโพสลิ้งค์ลงมา ซึ่งถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือเป็นไฟล์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ก็จะเข้าข่ายความผิดทันที โดยข่าวที่ฮือฮาที่สุดก็คือการเข้าจับกุมและปิดให้บริการเว็บไซต์ Megaupload ที่ดูเหมือนจะเป็นการเชือดไก้ให้ลิงดูล่วงหน้า ทั้งๆที่ไม่เกี่ยวกับ SOPA / PIPA แต่อย่างใด แต่ก็เป็นการข่มขวัญได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว ซึ่งก็มีบางเว็บเห็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตล่วงหน้า และเริ่มปรับตัวไปบ้างแล้ว อย่างเช่นเว็บไซต์แชร์ไฟล์ Torrent ชื่อดังอย่าง Thepiratebay ที่ไม่เปิดให้โหลดไฟล์ .torrent ไปเพื่อใช้ในการโหลดบิตอีกแล้ว แต่เปลี่ยนไปแชร์ magnet URI แทน เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บตัวไฟล์ .torrent เอาไว้เองตรงๆ ซึ่งอาจส่งผลให้โดนเล่นงานได้ อีกทั้งบรรดาเว็บต่างๆ จะต้องลงทุนเพิ่มในการคัดกรองเนื้อหาภายในเว็บไม่ให้ขัดกับ SOPA / PIPA รวมไปถึงต้องคัดกรองการเชื่อมต่อไปยังเนื้อหาที่ผิดลิขสิทธิ์อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้ต้องใช้ต้นทุนในการทำและดูแลจัดการเว็บที่สูงขึ้นอีกมากทีเดียว แล้วคนไทยจะโดนหางเลขด้วยหรือไม่ ถ้ากฏหมายผ่านสภามาได้ ?? ต้องตอบว่าโดนเต็มๆเลยครับ เพราะบรรดาเว็บไซต์ต่างๆทั่วโลก ล้วนต้องไปผ่านทางแม่ข่ายอินเตอร์เน็ตที่สหรัฐฯกันทั้งนั้น ทำให้ไม่ว่าเว็บไซต์ไหนที่ถูกแจ้งว่ามีข้อมูลที่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าเว็บนั้นจะมาจากประเทศใดล้วนแต่สามารถโดนแบนได้แทบทั้งนั้น แถมบรรดาเว็บหลักๆที่เราใช้งาน ก็มีที่มาจากสหรัฐฯโดยตรงกันซะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เราก็ได้ผลกระทบเต็มๆเช่นกัน อารมณ์ประมาณว่าฝนที่ตกทางนู้น ก็หนาวถึงคนทางนี้เช่นกัน สรุป ตัวของกฏหมาย SOPA / PIPA นี้ สามารถมองได้ทั้งแง่ดีและแง่ไม่ดี ซึ่งแน่นอนว่าแง่ดีจะต้องเกิดกับผู้ที่เป็นเจ้าของไฟล์นั้นๆตัวจริง ที่จะสามารถกำจัดปัญหาการถูกละเมิดลิขสิทธิ์งานของตนเองไปได้เป็นอย่างมาก แต่กับผู้ใช้อย่างเราอาจจะได้พบกับแง่ไม่ดีเต็มๆ เพราะเราจะไม่มีเว็บฝากไฟล์ให้ใช้งานกันอีกต่อไป (ถ้าเว็บโดนปิดด้วยเรื่องปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์) แม้ว่าเราจะต้องการฝากไฟล์งานให้เพื่อนแบบธรรมดาๆก็ตาม ซึ่งก็ต้องรอให้มีเว็บฝากไฟล์ที่สามารถจัดการไฟล์ได้ดี และมีการคุมเข้มเรื่องไฟล์มาเปิดให้บริการแทน เนื้อหาข้อมูลมาจาก : http://notebookspec.com |