2 ปี ก่อนบนหลังรถกระบะที่โขยกโยกเยกไปมา บนภูสูงพื้นที่ติดพรมแดน ไทย - ลาว หมู่บ้านแห่งนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ความอุดมสมบูรณ์ และความมีน้ำจิตน้ำใจของผู้คน และความบริสุทธิ์ของอากาศที่นี่ ทำให้ฉันไม่อยากให้ที่นี่เปลี่ยนแปลงไปมากกว่านี้ วันนี้ที่นี่เป็นที่ตั้งของโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ความเป็นมา ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวประชุมเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2550 ได้มีมติเห็นชอบโครงการปิดทองหลังพระ เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนนำเอาแนวพระราชดำริไปพัฒนาต่อ ทั่วประเทศ อันเป็นการเฉลิมฉลองวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเจริญ พระชนมพรรษาครบ 7 รอบ และได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนปีละ 220,000,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 ปี (2551 ? 2554) พร้อมทั้งได้เห็นชอบการแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการโครงการปิดทองหลังพระ โดยมี ฯพณฯ ศ.น.พ. เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธาน หน่วยงานรับผิดชอบ มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

วันนี้ (25 ก.พ.) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักงานโครงการปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ จังหวัดน่าน บริเวณชุมชนบ้านไผ่เหลือง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ทรงฟังการรายงานความเป็นมา และทอดพระเนตรนิทรรศการ “โครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ” เริ่มจาก “โครงการเปิดทองหลังพระ” ที่หลายหน่วยงานร่วมจัดขึ้นเมื่อปี 2550 ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมโครงการพระราชดำริ 19 โครงการ พร้อมกับเรียนรู้แนวพระราชดำริต่าง ๆ และได้ขยายระยะเวลาการดำเนินโครงการไปจนถึงปี 2554 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา และเน้นให้ประชาชนทั่วประเทศ นำแนวพระราชดำริไปพัฒนาตนเอง และท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน โดยร่วมกับสถาบันวิชาการสถาบันวิจัย ประมวลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริใน 6 มิติหลัก คือ น้ำดิน เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม ถ่ายทอดไปสู่ชุมชน จังหวัด และภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปรับกระบวนการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามสภาพภูมิสังคม และปัญหาของชุมชนแต่ละพื้นที่ ซึ่งประยุกต์มาจากหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” และคัดเลือกจังหวัดน่าน เป็นพื้นที่นำร่อง 
ซึ่งนำองค์ความรู้จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ “ลดการใช้พื้นที่ป่าปลูกนาขั้นบันได” ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มาขยายผล เพื่อปรับสภาพดิน และเพิ่มผลผลิตข้าวให้เพียงพอต่อการบริโภค ควบคู่กับการลดพื้นที่แผ้วถางป่าเพื่อปลูกข้าวไร่

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อครั้งฉันได้เดินขึ้นภูแว และหันหน้ามามองฝั่งบ้านเปียงซ้อ ที่สภาพป่าเขียวยๆได้หานไป กลับกลายไปเป็นพื้นที่ปลูกไร่ข้าวโพดของชาวบ้าน จนพื้นที่ป่าลดลงไปมาก

เหลือเพียงแต่ป่าสนไกลๆดุแล้วน่าใจหายยิ่งนัก มีดอกาศได้ขึ้นมาหมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้ง ( 17 เม.ย. 53 ) ที่ผ่านมา พื้นที่เหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนไปมาก เพื่อใช้เป็นพื้นที่ของโครงการปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ

บนภูสูง ทางลาดชัน ถนนลาดยางสลับไปกับดินลุกรังบางช่วง และความขรุเขระพื้นผิวบางขณะ ฝุ่นควันตลบขึ้นมาด้านหลังรถ สายลมอันแห้งแล้งหอบมาจากขุนเขา สายตาที่เฝ้ามองลงไปเบื้องล่าง มีมากมายหลายผู้หลายคนที่มีโอกาสได้ย่ำย่างบนทางนี้

เสน๋ห์แห่งดอยสูง ชักชวนนำพาผู้คนเข้ามาเสาะหาธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ความสง่าความของขุนเขาเปรียบดั่งความทรนงของผู้คนที่นี่

...การเพาะปลูกในพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่เดิมตั้งเป้าว่าจะปลูกข้าวให้ได้ปีละ 2 ครั้ง และปลูกถั่ว 1 ครั้งนั้น ทรงมีพระราชดำริว่า ควรปลูกข้าวปีละครั้งเดียว เพราะเป็นนาใหม่แต่ถ้าต้องการปลูกปีละ 2 ครั้ง ...

...ให้ทางโครงการทดลองเอง ไม่ให้ประชาชนต้องมาเสี่ยงกับการขาดทุน หากได้ผลแล้วจึงค่อยขยายผลไปสู่ประชาชน สิ่งสำคัญต้องระวังหนู นก และราข้าว การปลูกพืชอื่นๆ เช่น หวาย ต๋าว มะแกว่น แหย่ง ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นให้ปลูกเสริมในป่าเพื่อให้คนกับป่าเกื้อกูลกันและอยู่ร่วมกันได้...
หลังจากเจ้าหน้าที่โครงการร่วมกับอาสาสมัครประจำหมู่บ้านได้ทำการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียดเสร็จแล้ว 10 หมู่บ้าน ใน 15 หมู่บ้านเป้าหมายทำให้มีการพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรทุกหมู่บ้านจนเข้าใจโครงการ โดยเริ่มการทำนาขั้นบันไดเพื่อให้ราษฎรมีข้าวพอกินไม่ต้องซื้อข้าวกิน (ปัจจุบันราษฎรที่ต้องซื้อข้าวกิน มีร้อยละ 90 ของราษฎรทั้งหมด) ซึ่งการปลูกข้าวดั้งเดิมจะทำในลักษณะปลูกข้าวไร่บนที่ลาดชันของภูเขา และจะขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ แบบไร่เลื่อนลอย แต่ได้ปริมาณข้าวน้อย จึงแก้ปัญหาโดยการขุดนาขั้นบันได (เดิมได้ข้าวเปลือกเหนียว ไร่ละประมาณ 17-20 ถัง แต่หากทำนาขั้นบันไดจะได้ข้าว 50-70 ถัง ต่อไร่ ) เป็นการลดการใช้ที่ดินปลูกข้าว และนำที่ดินที่เหลือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นได้ เช่น ปลูกป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์ ป่าเศรษฐกิจ หรือปลูกผักผลไม้ เป็นต้น
วิถีชีวิตที่ยังไม่เสื่อมหายไปจากดอยสูงหลายแห่งของน่าน ที่หลายๆแห่ง หลายหมู่บ้านในเมืองไม่มีให้เห้นอีกแล้ว หายไปพร้อมกับโรงสีข้าวขนาดใหญ่
ที่มา : นายเฉลิมวุฒิ รักขติวงศ์ นายอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน
เรียบเรียงโดย มานะ ทองใบศรี แก้ไขล่าสุด: เมื่อ 26 เม.ย 2553 เวลา 09:51 น. โดย mana |